เริ่มต้นขายบุหรี่ไฟฟ้า ยังไงดี

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ธุรกิจหลายอย่างต้องปิดตัวลง แต่ธุรกิจขายบุหรี่ไฟฟ้ากลับเติบโตสวนกระแส โดยมูลค่าตลาดบุหรี่ไฟฟ้าในไทยในปี 2565 อยู่ที่ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท เติบโตจากปี 2564 ประมาณ 20% สาเหตุที่ทำให้ธุรกิจขายบุหรี่ไฟฟ้าเติบโตสวนกระแสโควิด มีหลายปัจจัยด้วยกัน 

สำหรับบทความนี้เราจะมาไขกระจ่างเกี่ยวกับธุรกิจการขายบุหรี่ไฟฟ้า ว่าปัจจัยใดบ้างที่อาจจะทำให้คุณรวยได้ในพริบตาเดียว ไปอ่านกันได้เลย 

หลากหลายปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจขายบุหรี่ไฟฟ้ามีแต่ปัง 

ธุรกิจขายบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยเติบโตสวนกระแสโควิด-19 ในช่วงปี 2564-2565 เพราะมีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตดังกล่าว ดังนี้

  1. ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของโควิด-19 ต่อสุขภาพ ในช่วงที่โควิด-19 ระบาด ผู้คนต่างมีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของตนเองมากขึ้น เนื่องจากโรคโควิด-19 เป็นโรคร้ายแรงที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ปอดอักเสบ ไตวาย และเสียชีวิตได้ บุหรี่ไฟฟ้าจึงถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่ดีกว่าบุหรี่ธรรมดา เนื่องจากมีอันตรายต่อสุขภาพน้อยกว่า
  2. ความสะดวกในการเข้าถึง ธุรกิจขายบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยมีการแข่งขันสูง ทำให้ร้านค้าต่างๆ ต่างแข่งขันกันลดราคาและเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึง เช่น การขายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านช่องทางออนไลน์ ส่งผลให้ผู้คนสามารถเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น
  3. การโฆษณาและการตลาด ธุรกิจขายบุหรี่ไฟฟ้ามีการโฆษณาและการตลาดอย่างแพร่หลาย ทั้งในสื่อออนไลน์และสื่อออฟไลน์ ทำให้ผู้คนรู้จักบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น และเกิดความสนใจที่จะลองใช้
  4. กระแสนิยมในหมู่วัยรุ่น วัยรุ่นเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจขายบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้ามีรสชาติและกลิ่นให้เลือกหลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการของวัยรุ่นที่ต้องการความแปลกใหม่และท้าทาย

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ธุรกิจขายบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยเติบโตสวนกระแสโควิด-19 ในช่วงปี 2564-2565 โดยมูลค่าตลาดบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยในปี 2565 อยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน

นอกจากปัจจัยข้างต้นแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อการเติบโตของธุรกิจขายบุหรี่ไฟฟ้าในอนาคต เช่น การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า การพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป สำหรับประเทศไทย คาดว่าจะมีการออกกฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในปี 2566 ซึ่งอาจส่งผลต่อการเติบโตขอธุรกิจขายบุหรี่ไฟฟ้าในอนาคต อย่างไรก็ตาม คาดว่าธุรกิจขายบุหรี่ไฟฟ้าจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการดังที่กล่าวมาข้างต้น 

เจาะลึกถึงกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจขายบุหรี่ไฟฟ้า

อย่างที่เกริ่นไปว่าธุรกิจขายบุหรี่ไฟฟ้าเป็นธุรกิจที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย โดยมีมูลค่าตลาดกว่า 10,000 ล้านบาทในปี 2564 ปัจจัยหลักที่ทำให้ธุรกิจนี้เติบโตขึ้นคือ กระแสนิยมในการเลิกบุหรี่แบบดั้งเดิมหันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าแทน รวมถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้าเอง

ทั้งนี้การเจาะลึกถึงกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจขายบุหรี่ไฟฟ้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนการตลาดและผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจขายบุหรี่ไฟฟ้าสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 

  1. กลุ่มผู้สูบบุหรี่แบบมวน 

กลุ่มผู้สูบบุหรี่แบบมวน เป็นกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจขายบุหรี่ไฟฟ้าลำดับต้นๆ  เพราะเป็นกลุ่มที่มีความต้องการผลิตภัณฑ์ทดแทนบุหรี่อยู่เดิมอยู่แล้ว ธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้าจึงมุ่งเน้นไปที่การนำเสนอบุหรี่ไฟฟ้าให้เป็นทางเลือกที่ดีกว่าบุหรี่มวนแบบเดิม โดยเน้นในเรื่องความปลอดภัย สุขภาพ และภาพลักษณ์

ทั้งนี้ธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้ามักใช้กลยุทธ์การตลาดต่าง ๆ เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้สูบบุหรี่แบบดั้งเดิม เช่น

  • การโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่เน้นย้ำถึงความปลอดภัยของบุหรี่ไฟฟ้ามากกว่าบุหรี่มวนแบบเดิม โดยอ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีสารก่อมะเร็งหรือสารพิษต่าง ๆ เหมือนกับบุหรี่มวนแบบเดิม
  • การนำเสนอบุหรี่ไฟฟ้าในรูปแบบที่ทันสมัยและดูดี มีสีสันสดใส ดึงดูดสายตาผู้สูบบุหรี่
  • การให้คำแนะนำและคำปรึกษาเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าให้กับกลุ่มผู้สูบบุหรี่แบบดั้งเดิม เพื่อช่วยให้ผู้สูบบุหรี่เข้าใจและตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น

กลยุทธ์การตลาดเหล่านี้สามารถทำให้กลุ่มผู้สูบบุหรี่แบบดั้งเดิมเกิดความสนใจและพิจารณาเปลี่ยนมาใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักว่าบุหรี่ไฟฟ้าก็ยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอันตรายต่อสุขภาพอยู่ จึงควรใช้อย่างระมัดระวังและควรเลิกสูบบุหรี่ให้ได้ในที่สุด 

  1. กลุ่มรักสุขภาพ 

ไม่ว่าจะเป็นการวางกลยุทธ์การตลาดที่ธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้าใช้เพื่อดึงดูดกลุ่มคนรักสุขภาพ เช่น โฆษณาประชาสัมพันธ์ที่เน้นย้ำถึงความปลอดภัยของบุหรี่ไฟฟ้ามากกว่าบุหรี่มวนแบบเดิม โดยอ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีสารก่อมะเร็งหรือสารพิษต่าง ๆ เหมือนกับบุหรี่มวนแบบเดิม เช่น “บุหรี่ไฟฟ้า ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าบุหรี่มวนแบบเดิม” “เลิกบุหรี่มวนแบบเดิมด้วยบุหรี่ไฟฟ้า” “บุหรี่ไฟฟ้า ทางเลือกเพื่อสุขภาพ”

หรือจะเป็นการนำเสนอบุหรี่ไฟฟ้าในรูปแบบที่ทันสมัยและดูดี มีสีสันสดใส ดึงดูดสายตาคนรักสุขภาพ เช่น “บุหรี่ไฟฟ้าดีไซน์สวย ทันสมัย” “บุหรี่ไฟฟ้าสีสันสดใส เหมาะกับคนรักสุขภาพ” ไปจนถึงการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่มวนแบบเดิมและประโยชน์ของบุหรี่ไฟฟ้าต่อสุขภาพ เช่น “บุหรี่มวนแบบเดิม อันตรายต่อสุขภาพ” “บุหรี่ไฟฟ้า ช่วยลดความเสี่ยงจากการสูบบุหรี่” เป็นต้น 

  1. กลุ่มวัยรุ่น 

กลุ่มวัยรุ่นเป็นกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจขายบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องจากมีปัจจัยหลายประการที่ทำให้วัยรุ่นมีแนวโน้มที่จะหันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้า ได้แก่

  • ความอยากรู้อยากลอง วัยรุ่นมักมีความต้องการที่จะลองสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ บุหรี่ไฟฟ้าจึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่แปลกใหม่และดึงดูดความสนใจของวัยรุ่นได้
  • แรงกดดันทางสังคม วัยรุ่นมักต้องการที่จะเข้ากับกลุ่มเพื่อนฝูง หากกลุ่มเพื่อนฝูงใช้บุหรี่ไฟฟ้า วัยรุ่นก็อาจรู้สึกกดดันที่จะต้องลองใช้บุหรี่ไฟฟ้าเช่นกัน
  • การโฆษณา ธุรกิจขายบุหรี่ไฟฟ้ามักใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่มุ่งเป้าไปที่วัยรุ่น เช่น โฆษณาที่เน้นความทันสมัย ความเท่ ความคูล เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบุหรี่ไฟฟ้า

นอกจากนี้ บุหรี่ไฟฟ้ายังถูกมองว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่อันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา ซึ่งอาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้วัยรุ่นหันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น จากการสำรวจของศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (TKC) พบว่า วัยรุ่นไทยอายุ 15-24 ปี เคยใช้บุหรี่ไฟฟ้าถึง 33.1% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีเพียง 26.7%

ฉะนั้นแล้ว ธุรกิจขายบุหรี่ไฟฟ้าจึงให้ความสำคัญกับกลุ่มวัยรุ่นเป็นอย่างมาก โดยมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ เช่น การแจกฟรี การลดราคา การจัดกิจกรรมแข่งขัน เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้วัยรุ่นสนใจที่จะใช้บุหรี่ไฟฟ้า เป้นต้น 

สุดท้ายแล้วหากคุณคือคนหนึ่งที่อยากเริ่มต้นขายบุหรี่ไฟฟ้าให้ได้กำไรงดงาม ต้องมาซื้อบุหรี่ไฟฟ้าที่ C9Shop เท่านั้น! เพราะเราคือผู้เชี่ยวชาญด้านบุหรี่ไฟฟ้า ให้คุณเริ่มต้นธุรกิจได้อย่างมั่นใจ ด้วยสินค้าคุณภาพ ราคาย่อมเยา และบริการที่ครบวงจร